![]()
สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย มีความยินดีที่จะตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับโรค หรือความรู้เกี่ยวกับทางโลหิตวิทยา โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคโลหิต
เนื่องจาก web site นี้ยังอยู่ในระหว่างจัดตั้ง จึงขอดำเนินการ ถาม-ตอบ ในลักษณะของ e-mail ไปก่อน โดยที่ webmaster จะนำคำถามที่มีผู้ถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญตอบ แล้วจึงจะ post ขึ้นใน web site
คำถามและคำตอบที่มีผู้ถามไว้แล้ว
การตัดม้ามในธาลัสซีเมีย ในผู้ป่วยกรณีใดบ้างครับ ที่สมควรตัดม้าม ผป.เป็นชนิดBeta เคยอ่านหนังสือพบว่า หลังตัดม้ามจะไม่ค่อยได้ผล ต้องให้เลือดมากเหมือนเดิม จริงหรือไม่ครับ และถ้ามี ข้อบ่งชี้ต้องตัดม้าม จำเป็นต้องตัดหรือไม่ครับ ไม่ตัดได้หรือไม่ ( 31 มีค. 46)
<<ตอบ>> การตัดม้ามในธาลัสซีเมีย ทำในกรณีที่ม้ามมีขนาดใหญ่ และรบกวนระบบอื่นของร่างกาย เช่น ใหญ่มากจนไปเบียดอวัยวะในช่องท้อง หรือใหญ่และทำงานมาก จนมีการทำลายเม็ดเลือดมากกว่าปกติ หากตัดด้วยข้อบ่งชี้ดังกล่าว ก็จะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ แต่โดยปกติแล้ว ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องตัดม้ามจริงๆ มีไม่มากนัก และหลายคนที่ตัดไปแล้วมีผลแทรกซ้อนอื่นตามมา ดังนั้น จึงต้องดูความจำเป็นที่จะต้องตัดม้ามในผู้ป่วยแต่ละคน เป็นคนๆ ไป เนื่องจากผู้ป่วยธาลัสซีเมีย ถึงจะทราบว่าเป็นชนิด beta แต่ก็ยังมีความแตกต่างในกลุ่มของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อีกมาก จะบอกว่าคนไหนที่ตัดแล้วจะดีขึ้นนั้น แพทย์ที่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วย และรู้จักผู้ป่วยเป็นอย่างดี จะให้คำแนะนำได้ดีที่สุด
เนื่องด้วย ด.ช. xxx xxxx อายุ 11 ปี ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว ซึ่งได้ผ่านการักษาโดยการให้คีโมมาแล้วจำนวน 4 ครั้ง ผู้ป่วยท่านนี้จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเพื่อจะได้หายจากโรคนี้ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และจากการตรวจไขกรุดูกของคนในครอบครัว ผลปราฎว่าไม่สามารถเข้ากันได้กับไขกระดูกของ ด.ช. xxx จึงจำเป็นต้องของบริจาคไขกระดูกจากบุคคลอื่น ที่มีจิตศรัทธา โดยผู้บริจาคต้องมีคุณสมบัติดังนี้ - เป็นบุคคลที่มีเลือดกรุ๊ป 0 - มีประวัติการบริจาคเลือดมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง (ไม่จำเป็นต้องต่อเนื่อง) - เป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรง - งดเหล้าและบุหรี่อย่างน้อย 15 วันก่อนบริจาค สามารถติดต่อบริจาคไขกระดูกได้ที่ สภากาชาดไทย วันจันทร์ ศุกร์ ในเวลาราชการ โดยแจ้งความ ประสงค์แก่เจ้าหน้าที่ว่าต้องการบิรจาคไขกระดูกให้แก่ ด.ช .xxx xxxx หากไขกระดูกของผู้บริจาคไม่สามารถเข้ากันได้กับ ด.ช. xxx ก็ยังยินดีที่จะบริจาคให้แก่ผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่ต้องการอื่น ......คือผมอยากทราบว่า การบริจากไขกระดูกคืออะไร และมีวิธีการอย่างไรบ้างครับ.........(7 กพ. 46)
<<ตอบ>> การบริจาคไขกระดูก เป็นการบริจาคเลือดชนิดพิเศษ เพื่อนำไปใช้ในการเปลี่ยนไขกระดูก เป็นเลือดที่มีเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตอยู่ด้วย เลือดชนิดนี้จะพบในไขกระดูก หรือเป็นเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดของผู้ที่ได้รับยากระตุ้นให้มีเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิดออกมา
การจะบริจาคไขกระดูกให้กับผู้ใดได้นั้น ผู้บริจาคจะต้องมีลักษณะเนื้อเยื่อเหมือนกับผู้รับ โอกาสที่ดีที่สุดที่จะหาผู้บริจาคได้ คือจากพี่น้องพ่อเดียวแม่เดียวกัน จะมีโอกาสลักษณะเนื้อเยื่อเหมือนกันถึง 1 ใน 4 แต่สำหรับคน 2 คนที่ไม่ได้เป็นญาติกัน โอกาสที่จะมีลักษณะเนื้อเยื่อดังกล่าวเหมือนกันจะมีเพียง 1 ใน 5 หมื่น ถึง 1 ใน 1 แสน เท่านั้น ขณะนี้สภากาชาดได้เปิดโครงการรับอาสาสมัครผู้ประสงค์จะบริจาคไขกระดูก ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนไว้ที่สภากาชาด ซึ่งจะตรวจลักษณะเนื้อเยื่อขั้นต้น จากการเจาะเลือดธรรมดา เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ หากมีผู้ป่วยต้องการใช้ไขกระดูก สภากาชาดก็จะทำการค้นหาว่า มีผู้ประสงค์จะบริจาครายใด มีลักษณะเนื้อเยื่อใกล้เคียงกับผู้ป่วยบ้าง เพื่อที่จะติดต่อมาตรวจเพิ่มเติม และสอบถามยืนยันความต้องการบริจาคต่อไป หากโครงการนี้จะได้ผล ควรจะมีผู้ประสงค์จะบริจาคอยู่ในรายชื่อมากๆ เพื่อทำให้โอกาสของการหาพบมีมาก ในประเทศสหรัฐฯ มีผู้ประสงค์ฯอยู่ในรายชื่อประมาณ 3 ล้านคน ในประเทศไต้หวัน มีอยู่ประมาณ 2 แสนคน ในประเทศไทยยังมีน้อยกว่านั้นมาก
การบริจาคไขกระดูก ทำได้ 2 วิธี คือเจาะเลือดจากไขกระดูกที่สะโพก ซึ่งจะต้องทำในห้องผ่าตัด และผู้บริจาคต้องดมยาสลบ หรืออีกวิธีหนึ่งคือใช้เครื่องมือพิเศษ สกัดเม็ดเลือดขาวจากเลือด แต่ผู้บริจาคจะต้องถูกฉีดยากระตุ้นล่วงหน้า 4-5 วัน หลังจากบริจาคแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้บริจาคก็จะแข็งแรงดี เหมือนปกติ
การบริจาคไขกระดูก ถือเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ เพราะการบริจาคเพียงครั้งเดียว สามารถทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรง เช่นมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ไขกระดูกฝ่อ หายเป็นปกติได้ ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ได้รับการเปลี่ยนไขกระดูกไปแล้วเกือบ 1 พันราย แต่เกือบทุกรายได้รับไขกระดูกจากพี่น้อง ยังมีผู้ป่วยอีกมากที่สมควรได้รับการรักษาด้วยวิธีเปลี่ยนไขกระดูก แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะลักษณะเนื้อเยื่อไม่เข้ากับพี่น้องตนเอง การบริจาคไขกระดูก จะช่วยต่อชีวิตให้ผู้ป่วยที่ไม่มีทางรักษาเหล่านี้ได้
ผมมีแฟนที่เป้นธารัสซีเมียแบบเบ้ต้าครับ คุณหมอครับผมมีปัญหาดังนี้ครับคือทางบ้านผมเขายอมรับไม่ได้โดยบอกว่าถ้าขื่นแต่งไป ลูกออกมาจะมีปัญหาสุขภาพครับ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงดีครับเพราะถ้าจะดึงดัน ยืนยันในรักก็กลัวว่าจะเป็นการดึงดันไปในทางที่ถูกหรือเปล่า ผมเองก็ยังยอมรับโรคนี้ไม่ค่อยได้เลยครับ เลยสองจิตสองใจ ผมร่างกายแข็งแรงดี ไม่ได้เป็นโรค หรือพาหะ ของโรคนี้ ลูกที่ออกมาจะเป็นโรคร้ายแรงไหมครับ ผมสมควรจะแต่งงานกับแฟนไหมครับ คุณหมออาจจะหัวเราะผม แต่ผมก็ยอมรับครับ ผมสับสน คุณหมอช่วยแนะนำทางสว่างให้ผมด้วยนะครับ ขอขอบพระคุณครับ (11 มิย. 45)
<<ตอบ>>
ถ้าตัวคุณได้รับการตรวจแน่นอนแล้วว่าไม่เป็นพาหะ
ลูกที่ออกมาก็จะไม่เป็นโรคธาลัสซีเมียเต็มขั้น
อาจจะมีโอกาสที่ลูกจะได้รับพันธุกรรมของธาลัสซีเมียจากแม่
แต่ก็จะเป็นแค่พาหะเท่านั้น
และจะมีสุขภาพแข็งแรงดี
ปัญหาอาจอยู่ทีว่าทีภรรยาของคุณว่าเป็นธาลัสซีเมียที่มีอาการมาก
เช่นซีดมากหรือไม่ เป็นแค่พาหะ
หรือเป็นโรค เพราะถ้าเป็นโรค
ความซีดจะมีผลกระทบในขณะตั้งครรภ์
และอาจมีผลกระทบกับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้
แนะนำให้คุณและผู้ใหญ่ฝ่ายคุณไปคุยกับแพทย์ทางด้านโลหิตวิทยา
หรือเวชพันธุศาสตร์
เพื่อปรึกษาเรื่องความเสี่ยงของการมีบุตร
ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้
แล้วค่อยตัดสินใจครับ
เนื่องจากเมื่อเดื่อนผมเป็นเน็บชา ผมเลยไปซื้อวิตตามิน- (วิตตมินชื่อ haemo-vit) เป็นวิตตามินบำรุงเลือด-บำรุงสมอง-แก้เน็บชากิน หลังจากกินก็ถ่ายอุจาระออกมาเป็นสีดำเป็นมา 7วันแล้ว อยากทราบว่าถ่ายอุจาระสีดำเกิดจากอะไร และเป็นเน็บชามา 1เดื่อนแล้วผมควรทำอย่างไร (9 มิย. 45)
<<ตอบ>> อุจจาระเป็นสีดำได้เนื่องจากมีธาตุเหล็กอยู่ในอาหาร หรือยาที่กินเข้าไป หรือมีเลือดออกในทางเดินอาหาร ในกรณีของคุณ ค่อนข้างชัดเจนว่าเกิดจากกินยาบำรุงที่มีธาตุเหล็กอยู่ ส่วนเรื่องเหน็บชา ก็ควรไปพบแพทย์ให้ตรวจดูว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แล้วรักษาตามสาเหตุครับ
ดิฉันขอเรียนถามดังนี้ค่ะ เด็กชายอายุ 11 ปี ได้ทำการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาและคุณหมอบอกว่าเป็น LEUKEMIA ชนิดเฉียบพลัน คุณหมอทำการรักษาโดยใช้ยาเคมีบำบัด (CHEMOTHERAPY) อยากทราบการปฏิบัติตนเมื่อได้รับเคมีบำบัด และหลังจากหายแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในการดำรงชีวิต (31 พค. 45)
<<ตอบ>>
ผลกระทบจากการให้เคมีบำบัดเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว
ถ้ามีโอกาสคงจะต้องเขียนเป็น article
อีกอันหนึ่ง
แต่สรุปง่ายๆว่าผลกระทบที่จะเห็นได้ชัดมี
2-3 ประการ
ประการแรกและสำคัญที่สุด
คือการที่จำนวนเม็ดเลือดปกติจะต่ำลง
เป็นเหตุให้มีอาการซีด
เม็ดเลือดขาวต่ำทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
และเกล็ดเลือดต่ำทำให้มีเลือดออกได้ง่าย
ดังนั้นต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดของอาหารที่กิน
สิ่งแวดล้อม
ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ไว้ใกล้ชิด
ผู้ที่จะสัมผัสผู้ป่วยควรล้างมือก่อนทุกครั้ง
และระมัดระวังการกระทบกระแทกที่อาจจะทำให้มีเลือดออกได้
ผลกระทบประการที่สอง คือผมร่วง
ซึ่งจะมีผลด้านจิตใจมากกว่าร่างกาย
ประการที่สาม คืออาการแพ้ยา
คลื่นไส้อาเจียน
ซึ่งจะมีผลทั้งด้านจิตใจและร่างกาย
ทั้งสองอย่างหลังนี้ต้องอาศัยการดูแลประคับประคองจิตใจที่ดี
ส่วนผลกระทบจากโรคจะเป็นอย่างไรนั้น
ขึ้นอยู่กับว่าผลการรักษาได้ผลดีหรือไม่เพียงใด
ซึ่งคงต้องดูผลการตอบสนองเป็นรายๆ
ไป แต่ในกรณีที่หายขาด
เช่นหายจากโรคโดยไม่มีอาการกลับมาอีกใน
4-5 ปี
การดำเนินชีวิตจะใกล้เคียงกับคนปกติครับ
ผมขอเรียนถามดังนี้นะครับ หญิงที่เป็นโรคธารัสซีเมียชนิดไหนครับถึงไม่สมควรจะแต่งงานและมีบุตร และถ้าเกิดว่าตั้งครรภ์แล้วไม่สามารถคลอดได้โดยวิธีธรรมชาติ หญิงคนดังกล่าวสามารถคลอดด้วยวิธีการผ่าตัดได้หรือไม่ครับ (17 พค. 45)
ในการตั้งครรภ์ ระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดต้องทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีภาวะซีดจึงมีอาการเหนื่อยมากขึ้น ถ้าเป็น thalassemia และมีค่า Hb น้อยกว่า 8 จะไม่ค่อยแนะนำให้ตั้งครรภ์ครับ เพราะจะมีความเสี่ยงสูง (อันที่จริงถ้าน้อยกว่า 10 ก็เริ่มมีความเสี่ยงแล้วครับ) ส่วนถ้าต้องผ่าตัด ก็ผ่าตัดได้ อาจจะต้องให้เลือดก่อนผ่าตัดบ้างถ้าจำเป็นครับ
จ้ำตามตัว เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมมีจ้ำตามเท้า ไปตรวจที่ ร.พ. พบว่า เลือดแข็งตัวช้า เมื่อ 2-3 เดือนก่อนผมเคยฉีด ฮอร์โมนเพศเดือนละเข็ม และใช้ไวอากร้านานๆ ครั้ง นอกจากนั้นไม่ได้ใช้ยาอะไรเลย คณหมอฉีดวิตามิน เค ให้ และตรวจเลือด(ค่าการแข็งตัวของเลือด)ซ้ำ พบว่าผลเลือดดีขึ้นมาก จาก 100กว่า ลดลงมาเป็น 30กว่า ขอเรียนถามว่า ความผิดปกตินี้เกิดจากไวอากร้าหรือเปล่าครับ (12 พค. 45)
คำถามน่าสนใจครับ เพราะเป็นที่ทราบว่า viagra อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะเลือดออกในสมองได้ แต่ไม่เคยมีรายงานว่าตัวยาทำให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัวยากผิดปกติ เท่าที่ลองค้นดู ไม่เคยมีรายงานถึงภาวะนี้ครับ
อยากทราบว่าคนที่ต้องฟอกเลือดนั้นเป็นโรคอะไร มีทางรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
การฟอกเลือด (hemodialysis) คือการขจัดของเสียออกจากเลือดโดยใช้เครื่องกรองประสิทธิภาพสูง ทำในผู้ป่วยที่ไตทำงานไม่ปกติ อาจต้องทำตลอดชีวิต ถ้าเป็นไตวายเรื้อรัง หรืออาจทำเพียงชั่วคราว หากเป็นไตวายชั่วคราว
ธาลัสซีเมีย ไม่มีโอกาศหายใช่ไหมค่ะ และต้องทานยาไปตลอดเลยใช่ไหม และยาที่ทานจะมีผลต่อร่างกายหรือไม่ โรคนี้ไม่น่ากลัวใข่ใหมค่ะ
<<ตอบ>> ธาลัสซีเมีย
ไม่มีโอกาสหายครับ
เนื่องจากเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ทางเดียวที่จะรักษาให้หายได้ในขณะนี้
คือการปลูกถ่ายไขกระดูก
ซึ่งยังมีภาวะแทรกซ้อนมาก
และไม่คุ้มเสี่ยงทำในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการรุนแรงจริงๆ
ควรจะรับประทานยา (Folic acid)
ไปเรื่อยๆ
ยานี้เป็นวิตามินชนิดหนึ่ง
ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะขาด
เพราะฉะนั้น
รับประทานไปตลอดชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียง
โรคนี้มีความรุนแรงหลายระดับ
ตั้งแต่ไม่มีอาการ
อาการรุนแรงน้อย
จนไปถึงอาการรุนแรงมากจนอาจเสียชีวิตได้ตั้งแต่อายุน้อย
แต่ถ้าใครเกิดมาแล้วมีความรุนแรงแค่ไหน
ก็มักจะรุนแรงแค่นั้นไปตลอด
ไม่เพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนขั้น
(ยกเว้นมีภาวะธาตุเหล็กเกิน)
เพราะฉะนั้นจะน่ากลัวหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าเป็นรุนแรงแค่ไหนครับ
มีความสงสัยเรื่อง anemia เพราะพี่สาวมีอาการเป็นลมบ่อยๆได้ไปพบแพทย์เจาะเลือดตรวจ CBC ปรากฎว่า ได้ผล labดังนี้คือ wbc 5100 , Hb 8.4 , Hct 26 % , aniso 2+ , microcyte 2+, hypochromia 1+ , schistocyte few แพทย์ที่ทำการรักษาบอกว่าเป็น anemia แล้วให้เหล็กมาทาน อยากทราบว่าโรคนี้มีลักษณะอย่างไรและมีแนวทางในการรักษาอย่างไรเพราะแพทย์ที่ท ำการรักษาให้ข้อมูลที่ควรจะทราบน้อยมาก
<<ตอบ>> Anemia หรือภาวะโลหิตจาง
คือการที่มีเลือดเข้มข้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ในคนปกติ ควรจะมีค่า hemoglobin
ไม่ต่ำกว่า 13 g/dl ในผู้ชาย หรือ 12 g/dl
ในผู้หญิง ในกรณีของพี่สาวคุณมี
hemoglobin 8.4 g/dl ก็ถือว่าน้อยกว่าปกติ
ภาวะ anemia
นี้เกิดขึ้นจากได้หลายสาเหตุ
ซึ่งต้องอาศัยการซักประวัติ
ตรวจร่างกาย และตรวจดูเม็ดเลือด
หรือตรวจเพิ่มเติมอีกบางชนิด
จึงจะบอกสาเหตุได้
ในข้อมูลที่ให้มา
มีลักษณะของเม็ดเลือดแดงตัวเล็กติดสีจาง
ซึ่งพบได้ในกรณีที่ขาดธาตุเหล็ก
หรือเป็นโรคธาลัสซีเมีย
เข้าใจว่าแพทย์ผู้รักษาคงจะดูจากประวัติและตรวจร่างกายแล้วว่าไม่เหมือนธาลัสซีเมีย
จึงให้เหล็กมารับประทาน
ก็คงต้องรับประทานไปประมาณ 2-4
สัปดาห์ แล้วไปให้ตรวจอีกทีว่า
หลังจากรับประทานแล้ว
ภาวะนี้ดีขึ้นหรือไม่ครับ
ถ้าอาการดีขึ้นก็จะต้องรับประทานยาดังกล่าวไปอีกประมาณ
3-4 เดือน
หลังจากนั้นถ้าไม่มีเหตุให้ต้องขาดธาตุเหล็กอีก
ก็จะหยุดรับประทานได้
สาเหตุของการขาดธาตุเหล็กเป็นได้หลายอย่าง
เช่น
รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อยเกินไป
หรือมีการเสียเลือดเรื้อรัง
เช่น ประจำเดือนมามากผิดปกติ
หรือมีแผลในทางเดินอาหาร
ซึ่งคงจะต้องปรึกษาแพทย์ที่ตรวจว่า
คิดว่าเป็นจากอะไรมากที่สุดครับ
ธารัสซีเมีย อยากทราบว่าตัวเองเป้นโรคนี้อยู่แล้ว แล้วอาการตาแดงแสบตามากๆๆนี้เกี่ยวกับโรคนี้ด้วยหรือเปล่าครับผมรูสึกว่าตาจะแ ดงมากแล้วก้อแสบตาด้วยเป้นบางครั้ง
<<ตอบ>> คิดว่าไม่เกี่ยวกันครับ แนะนำให้ไปหาหมอตา เพื่อดูว่าเกิดจากอะไร เช่น ภูมิแพ้ หรือการติดเชื้อ
ธารัสซีเมีย อยากทราบวิธีที่พอจะทำให้ตัวบรรเทาจากอาการเหลืองลงบ้าง ไม่ทราบว่ามีวิธีอะไรที่พอจะทำให้หายได้บ้างคะเมื่อเป็นโรคนี้
<<ตอบ>> ต้องขออภัยที่คำตอบอาจจะทำให้ผิดหวัง เนื่องจากสีผิวของคนไข้ธาลัสซีเมีย เหลืองเนื่องจากเป็นสีของผลิตผลจากการแตกของเม็ดเลือดแดง และสีคล้ำ เพราะมีธาตุเหล็กมาสะสมตามผิวหนัง การฉีดยาขับเหล็ก (สัปดาห์ละ 4-6 ครั้ง ตลอดชีวิต) จะพอทำให้หายคล้ำได้บ้าง แต่คงจะไม่หายเหลือง เพราะเม็ดเลือดยังคงแตก อยู่เรื่อยๆ คงต้องทำตัวให้ชินกับสภาพ คิดว่าเป็นอะไรที่เป็นตัวของเราเอง จะดีกว่าครับ
ตรวจพบว่าเป็นโรคโลหิตจาง ตรวจสุขภาพประจำ คุณหมอบอกว่าเป็นโรคโลหิตจาง คุณหมอไม่ให้ยา และไม่แนะนำให้ทำอย่างไรเลย เพียงแต่พูดในเรื่องของการมีบุตร ว่าถ้าจะแต่งงานขอแนะนำให้ พาแฟนมาตรวจด้วย ซึ่งได้แจ้งกับคุณหมอแล้วว่า ยังไม่ได้แต่งงาน แต่ไม่ยอมแนะนำอะไรเลยกับสุขภาพของคนตรวต ข้าพเจ้าก็เลยเปิดหา จากอินเตอร์เน็ต เอาเอง ไม่ทราบว่าพอมียาที่จะรักษาบางไหม และมีหนังสือ หรือวารสารให้ประกอบการรักษาบางหรือไม่ ตอนนี้ก็พยายาม ทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ตับ พวกธาตุเหล็ก ตอนนี้ รุ้สึกตัวเองว่า หน้ามืดบ่อย และแน่นหน้าอกมาก หายใจไม่ค่อยจะออก
<<ตอบ>> ในกรณีแบบนี้ คุยกับคุณหมอที่ตรวจให้รู้เรื่องไปเลยน่าจะดีที่สุด ประเด็นที่จะต้องถามมีอยู่ว่า
ดิฉันได้ไปตรวจสุขภาพประจำปี พบว่าจำนวนเม็ดเล็อดขาวต่ำมาก 2,260 /mm3, Neutrophil 50 %,Hb 11.2 gm/dl., Hct 35 vol.% ผลการตรวจสรุปว่าเป็นโรคโลหิตจาง ดิฉันตรวจสุขภาพประจำปีมานาน 3 ปีแล้ว จำนวนเม็ดเล็อดขาวลดลงทุกปี โดยที่ปี 42 มีจำนวน 3,600 ในปี 43 มีจำนวน 2,800 ผลการตรวจว่าเป็นโลหิตจางมาตลอด และให้ไปปรึกษาแพทย์ แต่ดิฉันไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ไม่ป่วยบ่อย อยากทราบสถานพยาบาลและแพทย์ผู้เชื่ยวชาญที่สามารถปรึกษาปัญหาดังกล่าวนี้ได้ และอยากทราบถึงสาเหตุและการดูแลตัวเองอย่างคราวๆเกี่ยวกับการมีจำนวนเม็ดเลือด ขาวต่ำ
<<ตอบ>> แนวโน้มเม็ดเลือดขาวของคุณดูต่ำลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี แต่ยังไม่ถึงระดับอันตราย คิดว่าคงต้องติดตามไปเรื่อยๆ และพยายามหาสาเหตุ สาเหตุที่พบได้บ่อยและสามารถแก้ไขได้ ได้แก่ ยา (รวมทั้งยาสมุนไพร ยาบำรุงสุขภาพ) และโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น SLE เป็นต้น ดังนั้นน่าจะลองไปปรึกษาแพทย์ทางโลหิตวิทยาดูเพื่อหาสาเหตุ ซึ่งก็มีอยู่ประจำตาม รพ.รัฐ ใน กทม. ส่วนในต่างจังหวัดก็มีที่ สระบุรี พิษณุโลก ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา เป็นต้น หากเป็น รพ. เอกชนก็สามารถโทร สอบถามได้ก่อนครับ สำหรับการปฏิบัติตัว ตอนนี้คงยังไม่ถึงขั้นติดเชื้อง่าย แต่ก็ควรระมัดระวัง ไม่อยู่ใกล้ผู้ที่เป็นโรคติดต่อ และไม่กินยาอะไรที่ไม่จำเป็นครับ
พ่อผมมีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้และอาเจียร ไปหาหมอตรวจเลือดพบว่าปริมาณเกลือแร่ในเลือดลดลงมากเหลือ 117 หน่วยผมจำไม่ได้ต้องรับการให้น้ำเกลือเพิ่มเกลือแร่ให้อยู่ในระดับปกติแล้วจึง มีอาการดีขึ้นพอกลับบ้านได้ประมาณ 2 อาทิตย์ก็เป็นอีกเป็นๆหายๆอยู่ประมาณ 4 ปีแล้วแต่ก่อนประมาณ 7-8 เดือนครั้งแต่ปีนี้ ( 2544 ) เป็นถี่มาก 2-3 เดือนครั้ง
ผมอยากสอบถามว่าสาเหตุเกิดจากอะไรและวิธีการรักษาเป็นอย่างไรและสถานที่ให้บริการที่ไหนบ้าง.
<<ตอบ>> ปรึกษาแพทย์ทางอายุรกรรม หรือ อายุรกรรมโรคไต ครับ รพ.ทั่วไป น่าจะให้คำปรึกษาได้
ผู้ที่เป็นโรคธารัสซีเมีย (เฉพาะภรรยา) แบบแฝง ถ้าต้องการมีบุครจะเป็นอันตรายต่อเด็กหรือไม่อย่างไร หรือทารกจะมีโอกาสเป็นโรคธารัสซีเมียหรือไม่ (ขอบคุณค่ะ)
<<ตอบ>> ขึ้นอยู่กับสามีครับ ว่ามีพันธุกรรมของธาลัสซีเมียหรือไม่ และเป็นชนิดไหน คุณหมอนภาพรรณ เขียนอธิบายไว้ที่ Thaiclinic.com มีแผนภูมิให้ดูง่ายดี ลองไปดูนะครับ
ขอสอบถามเกี่ยวกับโรค ITP ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีการรักษาได้กี่วิธีแล้วมีความจำเป็นที่จะต้องตัดม้า มทิ้งหรือไม่ และถ้าไม่มีม้ามแล้วจะมีผลอย่างไร ผู้ป่วยอายุ 51 ปี
<<ตอบ>>
มีวิธีรักษาได้หลายวิธีมากครับ
เริ่มต้นการรักษาโดยใช้ยา steroid
ถ้าไม่ได้ผล หรือลดยาไม่ได้
จึงต้องใช้วิธีอื่น เช่น
การตัดม้าม
การให้ยากดภูมิคุ้มกันตัวอื่น
การให้ยาเคมีบำบัด การให้ immunoglobulin
การรักษาโรคนี้ไม่มีกฏตายตัวว่า
ถ้าวิธีนั้นไม่ได้ผล
จะต้องต่อด้วยวิธีนี้ ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ผู้รักษาว่า
วิธีใดจะดีที่สุดสำหรับคนไข้แต่ละคนครับ
การตัดม้ามมีขัอดีที่ว่าได้ผลดี
(ประมาณ 75%) แต่ก็อาจตัองกินยาต่อ
แต่ขนาดน้อยลง
ผู้ที่ตัดม้ามอาจติดเชื้อโรคบางอย่างได้ง่ายขึ้น
แต่ถ้าพิจารณาแล้ว
มีผลดีมากกว่าความเสี่ยงนี้
ก็น่าจะทำครับ
อยากทราบว่าเมื่อไหร่ทางการแพทย์จะนำยาขับเหล็กชนิดเม็ดสำหรับเด็กที่เป็นโลหิ ตจางธาลัสซีเมียมาใช้คะ
<<ตอบ>> ยาขับเหล็กชนิดกิน (deferiprone) เกิดขึ้นมานานพอสมควร และได้รับรองให้ใช้ในบางประเทศ เช่น อินเดีย และประเทศในยุโรป สาเหตุที่ไม่นิยมใช้กันแพร่หลาย เพราะมีผลข้างเคียงที่รุนแรง คือทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ ซื่งพบได้พอสมควร และประสิทธิภาพในการขับเหล็กก็ยังสู้ยาขับเหล็กชนิดฉีดไม่ได้ ดังนั้นจึงมีที่ใช้ในผู้ป่วยที่ใช้ยาขับเหล็กชนิดฉีดไม่ได้ (จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่) ส่วนยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (deferrioxamine หรือ desferol) ทราบว่าเริ่มมีการวิจัยเพื่อดัดแปลงให้เป็นยากินแล้ว แต่จะสำเร็จหรือไม่คงต้องรอดูอีก 1-2 ปี
อยากทราบว่าโรคโลหิตจางธารัสซีเมียถ้าเป็นแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจะทำให้กลายเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดได้หรือเปล่าคะ
<<ตอบ>> โรคธาลัสซีเมืย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยในคนไทย ประมาณว่ามีคนไทยมีสายพันธุกรรมของโรคนี้อยู่มากกว่า 10% เป็นโรคที่ทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงไม่สมบูรณ์ และทำให้เกิดภาวะซีด จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน คนที่เป็นโรคนี้ ไม่ได้มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากกว่าคนทั่วไปครับ (คือ ถ้าจะเป็นมะเร็งก็เป็นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับโรคนี้)
ผมมีเรื่องรบกวนถาม คือ ญาติของผมอายุ 69 ปี เพศชาย มี อาการ คือ เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงลดต่ำมากผิดปกติ ที่ผิวหนังมีจุดคล้ำและชอบแตกเป็นแผล หัวใจโต และ ไอบ่อยมาก เคยไปตรวจคุณหมอบอกว่าขั้วปอดอักเสบ และต่อมน้ำเหลืองโต ทานยาเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแต่ไม่ได้ผล ไม่ทราบว่าระบบเลือดผิดปกติเป็นโรคเกี่ยวกับอะไรครับ เคยได้ยินว่ามีการฉีดไขกระดูกเพื่อให้สร้างเม็ดเลือดเพิ่มไม่ทราบว่ามีขั้นตอน อย่างไรบ้างครับ ? และต้องฉีดบ่อย แค่ไหนครับ ?
<<ตอบ>> คงต้องขออภัยที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไรเพราะข้อมูลที่บอกมาน้อยเกินไป การจะให้การวินิจฉัยโรคได้ แพทย์ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติ และการตรวจร่างกายที่ละเอียด มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการมาช่วย ดังนั้นน่าจะถามคุณหมอที่เป็นผู้รักษา ซึ่งน่าจะเป็นผู้ให้คำตอบที่ดีที่สุด ว่าเป็นโรคอะไรแน่ ขอชื่อโรคภาษาอังกฤษมาก็ได้ครับ (ชื่อโรคภาษาไทยตอนนี้ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานที่แน่นอนและทำให้เกิดความสับสนได้) ส่วนการฉีดไขกระดูก คงหมายถึงการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone marrow transplantation) ซึ่งจะทำได้ต้องมีคนที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ซึ่งมักจะเป็นพี่น้อง เป็นผู้บริจาค และอายุต้องไม่มากเกินไป (น้อยกว่า 50 ปี) เพราะต้องให้เคมีบำบัดขนาดสูงก่อน และให้ยากดภูมิคุ้มกันหลังปลูกถ่าย จะมีผลแทรกซ้อนค่อนข้างมากครับ
ตอนนี้ทราบจากข่าวว่ามีการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกในเด็กที่เป็นโรคธารัสซีเมียในประเทศไทยหายได้เป็นปกติดีมากแล้วกับในผู้ใหญ่จะรักษาได้เหมือนกันหรือเปล่าคะ มีหลานสาวเป็นอายุก็ 23 แล้วค่ะ
<<ตอบ>> โรคธาลัสซีเมืย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่มีข้อแม้ 2-3 อย่างคือ
ดังนั้นจะเห็นว่าผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่มีโอกาสค่อนข้างน้อยที่จะได้ทำการปลูกถ่ายไขกระดูก เพราะหากเป็นรุนแรงถึงขั้นที่สมควรได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก ก็มักจะได้เลือดมามากแล้ว ทำให้สภาพร่างกายไม่เหมาะสมที่จะทำ อย่างไรก็ดี การปลูกถ่ายไขกระดูกก็มีวิวัฒนาการให้ปลอดภัยมากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอีก 5-10 ปี อาจจะมีวิธีการที่เหมาะสมสำหรับคนไข้กลุ่มนี้ขึ้นมาก็ได้ครับ
หลานสาวเพิ่งตรวจพบว่าเป็นทารัสซีเมีย ที่เกิดจาไขกระดูก ปัจจุบันนี้อาศัยอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ อายุ 12 ปี ขณะนี้ใช้บัตรสุขภาพเด็ก แรกเกิดถึง 12 ปี หมอที่โรงพยาบาลประจำจำหวัดแนะนำให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพ เนื่องจากเขาเป็นชาวนามีฐานะที่ยากจน ไม่รู้ว่ามีหน่วยงานหรือองค์ใดบ้างที่สามารถ ที่จะทำการรักษา และอนุเคราะห์ได้บ้าง เนื่องจากเขาไม่มีเงิน และต้ องทำอย่างไรบ้าง ถ้าหากท่านทราบกรุณาตอบ ให้ทราบด้วย
เคยไปตรวจแล้วกับหมอมาแล้วบอกว่าเป็นโรคนี้แต่ไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อ งรู้สึกว่าตาเหลืองมากขึ้น ถ้าไปหาหมอแล้วจะมียาที่ทำให้ตาหายเหลืองหรือเปล่าค่ะ อายเพื่อนค่ะเวลาไปมหาลัย
อยากทราบว่า ผู้ที่เป็นโรคทารัสซีเมีย จำเป็นต้องทานยาช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดเป็นระยะเวลานานเพียงใด และมีอาการข้างเคียงหรือไม่อย่างไร
<<ตอบ>>
ขอตอบรวมกันเพราะรู้สึกว่าคำถามจะเป็นไปในทางเดียวกัน
ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
ถ้าไม่มีภาวะธาตุเหล็กเกิน
(ซึ่งจะมีอาการตัวดำ ตับแข็ง
เป็นเบาหวาน ฯลฯ)
ปกติก็จะให้แต่ยาบำรุง (Folic acid)
วันละ 1 เม็ด ให้กินไปเรื่อยๆ
ตลอดชีวิต (ยานี้เป็นวิตามิน
ดังนั้นจะไม่มีผลข้างเคียงและสะสมใดๆ)
และอาจต้องให้เลือดเป็นครั้งคราวเมื่อมีอาการซีด
ดังนั้นจะเห็นว่าสามารถเข้ารับรักษาที่ใดก็ได้ในประเทศไทย
คนไข้ธาลัสซีเมียในประเทศไทยมีมากกว่า
1 แสนคน หากจะเข้ามารับการรักษาใน
กทม. ทุกคน โรงพยาบาลใน กทม.
ไม่น่าจะพอรับเป็นแน่
ส่วนเรื่องตาเหลืองคงต้องปล่อยให้เป็นไป
เพราะไม่มียาทำให้หายเหลืองได้
เครื่องสำอาง หรือ คอนแทคเลนส์
ก็คงจะช่วยไม่ได้เหมือนกัน
ถ้าเป็นโรคธารัสซีเมียอยู่ก่อนหน้าแล้วเกิดติดเชื้อไข้เลือดออกจะเป็นไปใด้ใหม ว่าจะถึงกับเสียชีวีตภายใน 1 สัปดาห์ หรือ 1 วันหลัง จากคนไข้ทรุดหนักจนหมดสติ ในกรณีคนไข้จะมีอาการอย่างไรถ้าติดเชื้อพร้อมกันทั้ง 2 ชนิด
<<ตอบ>> โรคธาลัสซีเมียไม่ใช่โรคติดเชื้อครับ เป็นโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด แน่นอนว่ามีโอกาสติดเชื้อไข้เลือดออกได้เหมือนคนปกติ ข้อมูลจากรายงานที่มีอยู่บอกว่าไม่ได้ทำให้อัตราตายมากกว่าคนปกติที่เป็นไข้เลือดออกเหมือนกัน แต่อาจจะมีอาการมากกว่าบ้าง เพราะว่าซีดอยู่เดิม